วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

The son of Poseidon...

        สวัสดีผู้อ่านทุกคนค่ะ เป็นยังไงกันบ้างคะ สบายดีกันรึเปล่า วันนี้เราจะมาพูดคุยกันในเรื่องของหนังสือเล่มโปรดของผู้เขียนกันค่ะ คำว่า " หนังสือ " หลายคนฟังแล้วก็ไม่อยากอ่าน เคยเป็นกันใช่ไหมคะ แต่ " หนังสือ " นั้นมีมากมายหลายประเภทค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าผู้อ่านจะชอบอ่าน " หนังสือ " ประเภทไหน แต่ก็ใช่ว่า " หนังสือ " ประเภทนั้นๆจะเขียนได้ดีทุกเล่มเสมอไปนะคะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วยค่ะ การอ่าน " หนังสือ  " เปรียบเสมือนการเปิดโลกทัศน์ให้กับผู้อ่าน ส่วนตัวของผู้เขียนนั้นก็ไม่ใช่เป็นนักอ่านหรอกค่ะ จะอ่านเฉพาะ " หนังสือ " ที่ได้ลองอ่านแล้วรู้สึกชอบ สนใจ อยากติดตามต่อ นี่แหละค่ะเป็นสิ่งที่ทำให้เราอ่าน " หนังสือ " เล่มนั้นได้อย่างมีความสุข และ " หนังสือ " เล่มโปรดของผู้เขียนนะคะ เป็น " หนังสือ " ประเภทนวนิยายแฟนตาซีค่ะซึ่ง ประพันธ์โดย ริก ไรออร์ดัน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเด็กชายชื่อว่า เพอร์ซีย์ แจ็กสัน หนังสือในชุดเพอร์ซีย์ แจ็กสัน ประกอบไปด้วยหนังสือจำนวน 5 เล่ม คือ  เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับสายฟ้าที่หายไป, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับอาถรรพ์ทะเลปีศาจ,     เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคำสาปแห่งไททัน, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับปริศนาเขาวงกต, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับเทพองค์สุดท้าย  โดยหนังสือเล่มแรกในชุด เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับสายฟ้าที่หายไป วางจำหน่ายในฉบับภาษาอังกฤษที่สหรัฐอเมริกาเมื่อ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2548 และฉบับภาษาไทยในปี พ.ศ. 2553 โดยสำนักพิมพ์ Enter Books 

        เหตุผลที่ชอบ หนังสือ เล่มนี้นะคะก็เพราะว่า เนื้อหาน่าอ่านน่าติดตามค่ะ ใช้ภาษาในการเขียนได้เข้าใจง่าย การเขียนเน้นการพรรณนาทำให้เห็นภาพ อ่านแล้วเกิดจินตนาการตาม


        โครงเรื่องหลักของนวนิยายชุดนี้นะคะเกี่ยวข้องกับตำนานเทพปกรณัมของกรีกในวัฒนธรรมสมัยนิยมของยุคปัจจุบัน โดยวางฉากหลักของเรื่องที่นิวยอร์กซิตี ประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 โดยเทพเจ้าโอลิมปัสทั้งหลายต่างได้ย้ายเขาโอลิมปัสมาตั้ง ณ ใจกลางนครนิวยอร์กบนชั้น 600 ของตึกเอ็มไพร์สเตต เพอร์ซีย์ แจ็กสันอาศัยอยู่กับมารดาและพ่อเลี้ยงในแฟลตแห่งหนึ่งในนครนิวยอร์ก และได้ค้นพบว่าตนเองมีเชื้อสายของเทพเจ้ากรีกอยู่ครึ่งหนึ่ง โดยมีบิดาเป็นโพไซดอน เทพแห่งมหาสมุทร เพอร์ซีย์ได้พบเพื่อนที่เป็นเลือดผสมระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้ามากมาย เขาร่วมผจญภัยกับแอนนาเบ็ธ เชส บุตรีแห่งอธีนา เทพีแห่งปัญญาและโกรเวอร์ อันเดอร์วู้ด ซาไทร์ที่เป็นเพื่อนสนิทของเขา
        เนื้อเรื่องนะคะเริ่มขึ้นโดย สายฟ้าของซุสถูกขโมยไป แลเพอร์ซีย์ แจ็กสันถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขโมยเขาและเพื่อนได้ผจญภัยร่วมกันเป็นเวลายาวนาน แต่สุดท้ายเพอร์ซีย์ แจ็กสัน ก็สามารถนำสายฟ้าที่ถูกขโมยไปกลับไปคืนให้ซุสได้ในที่สุดค่ะ ต่อไปเราจะมาแนะนำตัวละครหลักให้ผู้อ่านได้รู้จักกันนะคะ
ตัวละครหลักได้แก่
1.เพอร์ซีย์ แจ็กสัน บุตรแห่งโพไซดอน เป็นตัวละครนำของเรื่อง มีอาวุธคือ ปากกาลูกลื่น ซึ่งเปลี่ยนเป็นดาบต้องสาปชื่อริพไทด์ได้
2.โกรเวอร์ อันเดอร์วู้ด ซาไทร์ เพื่อนสนิทของเพอร์ซีย์  มีลักษณะเป็นครึ่งแพะครึ่งมนุษย์ ซึ่งมีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่มีขาและเขาเป็นแพะ โกรเวอร์ใส่ขาปลอม กางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบเพื่อปกปิดขาที่เป็นแพะ แม้ว่าเขาจะมีอายุ 28 ปี แต่ในอายุมนุษย์ ซาไทร์มีอายุการเจริญเติบโตเป็นครึ่งนึงของอายุมนุษย์ โกรเวอร์จึงมีอายุเพียง 14 ปีในหนังสือเล่มแรก นอกจากนี้เขายังเป็นเพื่อนสนิทของเพอร์ซีย์ แจ็กสัน
3.แอนนาเบ็ธ เชส บุตรีแห่งอธีนา เพื่อน (ต่อมาเป็นแฟนสาว) ของเพอร์ซีย์ มีความฉลาดและมีทักษะในด้านสถาปัตยกรรมและการวางแผนกลยุทธ์ มีอาวุธคือ มีด

4.ลุค แคสเอลลัน เป็นบุตรแห่งเฮอร์มีส เป็นผู้ขโมยสายฟ้าของซุสไป
5.ธาเลีย เกรซ บุตรีแห่งซุส ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือเล่มที่สอง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับอาถรรพ์ทะเลปีศาจ ต่อมาได้ไปสังกัดกับอาทีมีส ใน เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคำสาปแห่งไททัน ทำให้เธอกลายเป็นอมตะ
6.นิโค ดิ แองเจโล บุตรแห่งเฮเดส
7.ไทสัน ยักษ์ไซคลอปส์ บุตรแห่งเทพโพไซดอน และเป็นพี่น้องของเพอร์ซีย์
8.แคลรีส ลา รูย์ บุตรีแห่งอาเรส
9.ราเชล อลิซาเบ็ธ แดรย์ เด็กสาวมนุษย์เป็นผู้ช่วยเพอร์ซีย์ ต่อมาเป็น Oracle of Delphi
        เป็นยังไงกันบ้างคะ เมื่ออ่านภาพรวมที่เราเล่าให้ฟังไปข้างต้นแล้ว ผู้อ่านรู้สึกสนใจในนวนิยายชุดนี้กันรึยังคะ? นวนิยายเรื่องนี้นอกจากจะให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านแล้ว ยังสอดแทรกข้อคิดที่ดีๆด้วย เราได้สรุปมาเป็นข้อๆลองอ่านกันดูนะคะ 

1.ความกล้าหาญนำมาซึ่งความสำเร็จ
2.เพื่อนแท้จะอยู่กับเราตลอดเวลาทั้งยามทุกข์และสุข
3.อย่าตัดสินคนเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก
4.ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
5.ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่เสมอ
6.เมื่อตกอยู่ในยามคับขัน “ สติ ” เท่านั้นที่จะช่วยให้รอด
7.เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์อะไรได้หลายๆอย่าง
8.ความกตัญญูกตเวทีเป็นหน้าที่ของลูกที่ดี
9.กล้าในสิ่งที่ควรกล้าและกลัวในสิ่งที่ควรกลัว
10.ควรใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหามากกว่าใช้อารมณ์

        " สุดท้ายนี้นะคะผู้เขียนอยากจะเชิญชวนให้ผู้อ่านลองค้นหาหนังสือเล่มโปรดของตัวเองให้เจอ เพื่อที่จะได้พบกับความสุข ความสนุก ข้อคิด และคติเตือนใจดีๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำรงชีวิตของเรากันค่ะ " ...













วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ดักส์และชิกเพื่อนรัก :)

" สื่อการเรียนการสอน "
        สวัสดีผู้อ่านทุกท่านค่ะ ห่างหายกันไปนานเลย วันนี้เรากลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง เนื้อเรื่องที่นำมาพูดคุยกันในวันนี้ เป็นเรื่องของสื่อการเรียนการสอนค่ะ เพื่อนๆทราบหรือไม่คะว่าสื่อการเรียนการสอนนั้นคืออะไร ถ้าใครยังไม่ทราบลองอ่าน Blog ที่เรานำมาเขียนในครั้งนี้รับรองว่าเข้าใจแน่นอนค่ะ

        ความหมายของสื่อการเรียนการสอนที่นำมาเขียนในครั้งนี้เป็นคำกล่าวของ กิดานันท์ มลิทอง ได้ให้ความหมายไว้ว่า สื่อการเรียนการสอน หรืออาจเรียกกันสั้นๆว่า " สื่อการสอน หมายถึง สื่อใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นเทปบันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ แผนภูมิ รูปภาพ ฯลฯ ซึ่งเป็นวัสดุบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน  หรือเป็นอุปกรณ์เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาจากวัสดุ สิ่งเหล่านี้เป็นวัสดุอุปกรณ์ทางกายภาพที่นำมาใช้เทคโนโลยีการศึกษา เป็นสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือ หรือช่องทางสำหรับทำให้การสอนของผู้สอนส่งไปถึงผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ผู้สอนวางไว้เป็นอย่างดี 









ค่ะเมื่อผู้อ่านได้ทราบความหมายของ " สื่อการเรียนการสอน " กันไปแล้ว ต่อไป ดิฉันขอนำเสนอ สื่อการเรียนการสอน " ที่ได้เลือกมาเขียน Blog ในครั้งนี้ นั่นคือ " สื่อสิ่งพิมพ์ " ค่ะ สื่อสิ่งพิมพ์ " คือ  สื่อที่ใช้การพิมพ์เป็นหลักเพื่อติดต่อสื่อสาร ทำความเข้าใจกันด้วยภาษาเขียนโดยใช้วัสดุ กระดาษ หรือวัสดุอื่นใดที่พิมพ์ได้หลายสำเนาเช่น ผ้า แผ่นพลาสติก ตัวอย่าง สื่อสิ่งพิมพ์ " ที่นำมาเสนอ คือ นิทานค่ะ นิทานเล่มนี้นะคะเป็นผลงานของรุ่นพี่ชั้นปีที่ 4 เอกเทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา มศว นี่เองค่ะ ผลงานชิ้นนี้จัดอยู่ที่ศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา ภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา ชั้น 8 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒค่ะ









        นิทานเล่มนี้เป็นนิทานทำมือของ นาย ธัชจุฑา แสงจันทร์  เนื้อเรื่องแต่งขึ้นเอง วาดภาพระบายสีเอง และทำรูปเล่มเอง เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ เพื่อนรัก 2 ตัว คือ ดักส์และชิก  เค้าทั้ง 2 เป็นเพื่อนที่รักกันมาก มีอะไรก็คอยช่วยเหลือกันตลอด แม้ในยามที่อีกฝ่ายเดือนร้อนก็ไม่เคยทอดทิ้งกันค่ะ คติเตือนใจที่ได้รับจากนิทานเล่มนี้ คือ " เพื่อนที่แท้จริง จะไม่ทอดทิ้งกันทั้งในยามทุกข์และยามสุข "  หนังสือนิทานเล่มนี้นะคะ เหมาะกับผู้อ่านที่เป็นเด็กเล็กไปจนถึงเด็กโต หรือผู้สนใจ 
       การอ่านเป็นทักษะที่เด็กต้องฝึกฝนตั้งแต่เล็กๆเพื่อให้โตขึ้นมามีทักษะในการอ่านที่ดี นิทานเล่มนี้มีภาพประกอบที่สวยงาม ทำให้ดึงดูดความสนใจของเด็กได้เป็นอย่างดี ขนาดของตัวอักษรมีความพอดี จัดรูปแบบได้สบายตา อีกทั้งท้ายเล่มมีคติเตือนใจ เป็นการสรุปข้อคิดว่าอ่านแล้วได้อะไรจากนิทานเล่มนี้บ้าง นับว่านิทานเป็นสื่อการเรียนการสอนประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีคุณค่าค่ะ
ต่อไปนะคะเราจะนำคลิปที่แนะนำสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทนิทานมาให้เพื่อนๆรับชมกันค่ะ :)



วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Education in Facebook :)

          สวัสดีผู้อ่านทุกคนค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับการเขียนบล็อคของ Sombenya กันนะคะ วันนี้เราจะมาพูดคุยกันในเรื่อง "สื่อในศตวรรษที่ 21" เพื่อนๆคงทราบกันดีอยู่แล้วใช่ไหมคะว่าเวลาเป็นตัวกำหนดและเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกใบนี้ รวมทั้งในเรื่องของ "สื่อ" ที่ใช้ในการเรียนการสอนด้วย ก่อนอื่นเรามาพูดถึงเรื่องความสำคัญของ "สื่อ" ที่ใช้ในการเรียนการสอนกันก่อนเพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นภาพว่า "สื่อ" นั้นมีความสำคัญอย่างไร "สื่อ" เป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างผู้เรียนและผู้สอนทำให้การสื่อสารระหว่างผู้เรียนและผู้สอนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของเนื้อหาได้ตรงตามที่ผู้สอนต้องการ 



          ปัจจุบันเป็นโลกของเทคโนโลยี ผู้อ่านคงจะสังเกตได้ในหลายๆเรื่องใช่ไหมคะ ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ทำอะไร เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตของเราทั้งสิ้น เช่น ในปัจจุบันนิยมใช่สมาร์ทโฟนในการติดต่อสื่อสารกัน เป็นต้น หรือสามารถเรียกได้ว่า เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้ ผู้อ่านลองคิดดูสิคะถ้าโลกนี้ไม่มีเทคโนโลยีเราจะเป็นเช่นไร o.O!
              

         การศึกษาในปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเรียนการสอนเป็นอย่างมากซึ่งทำให้เห็นว่า "สื่อ" ที่ใช้ในปัจจุบันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสม ซึ่งส่งผลให้ "สื่อ" ที่เคยมีบทบาทเป็นอย่างมากในอดีตได้รับความนิยมน้อยลงไปและอาจไม่ได้รับความนิยมเลยเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่าง เช่น สไลด์ เทปบันทึกเสียง กระดานชอล์ก กระดานผ้าสำลี เป็นต้น ต่อไปเราจะขอนำเสนอ "สื่อในศตวรรษที่ 21" ที่เราเห็นว่ามีความสำคัญและเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนกันค่ะ และ "สื่อ" นั้นก็คือ Facebook ค่ะ

         Facebook คืออะไร?




Facebook คือ บริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมใดกิจกรรม หนึ่งหรือหลายๆ กิจกรรมกับผู้ใช้ Facebook คนอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งประเด็นถามตอบในเรื่องที่สนใจ, โพสต์รูปภาพ, โพสต์คลิปวิดีโอ, เขียนบทความหรือบล็อก, แชทคุยกันแบบสดๆ, เล่นเกมส์แบบเป็นกลุ่ม (เป็นที่นิยมกันอย่างมาก) และยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ผ่านแอพลิเคชั่นเสริม (Applications) ที่มีอยู่อย่างมากมาย ซึ่งแอพลิเคชั่นดังกล่าวได้ถูกพัฒนาเข้ามาเพิ่ม เติมอยู่เรื่อยๆ ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ Facebook ยังเปิดโอกาสให้เราได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ ทั้งเพื่อนซี้ เพื่อนเก่าก๊วนรัก เพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนร่วมชมรม เพื่อนของเพื่อนของเพื่อน เพื่อนเราคนบ้านเดียวกัน และไม่นานนักเราก็จะได้พบกับเพื่อนใหม่ที่ถูกใจจริงๆค่ะ อาจกล่าวได้ว่า Facebook เป็นสื่อสังคมสาธารณะ 

          ผู้อ่านคงสงสัยใช่ไหมคะว่า Facebook เข้ามาเกี่ยวข้องกับการศึกษาได้อย่างไรนะ คำตอบคือ ปัจจุบัน Facebook เป็น Social Network เป็นช่องทางที่ทำให้ผู้สอนและผู้เรียนมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น ผู้สอนจึงนำ Facebook เข้ามาเชื่อมโยงกับการศึกษา คือเป็นการนำเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทในการจัดการเรียนการสอน เพราะสังคมในปัจจุบันมีความก้าวหน้าและทันสมัยมากขึ้น เมื่อใช้วิธีนี้จะทำให้การจัดการเรียนการสอนมีความน่าสนใจ เป็นตัวกระตุ้นแก่ผู้เรียนให้ตอบสนองต่อการเรียนการสน โดยวิธีการคือ มีการสร้างกรุ๊ปในแต่ละวิชา โดยจะมีผู้เรียนและผู้สอนอยู่ในกรุ๊ปนั้นๆ บางครั้งผู้สอนแจ้งข่าวสาร สั่งงาน ตรวจงาน ผู้เรียนส่งงาน ในช่องทางนี้ เมื่อมีปัญหาหรือข้อสงสัยผู้เรียนสามารถติดต่อผู้สอนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว Facebook เป็นตัวช่วยที่จะทำให้การเรียนการสอนมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่การนำ Facebook มาใช้ในการเรียนการสอนนั้น ก็มีข้อจำกัดนะคะ เช่น ในเรื่องของความเป็นส่วนตัวทั้งผู้สอนและผู้เรียน (ในกรณีเป็นเพื่อนกัน Facebook) ข้อจำกัดในการส่งงาน เพราะบางครั้ง Facebook ก็ค้าง อาจทำให้โพสงานไม่ติด หรือเราเห็นว่าโพสงานแล้วแต่เพื่อนและอาจารย์ไม่เห็น ทำให้เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการฝากเพื่อนโพสแทน หรือบางครั้งอาจารย์โพสสั่งงานในขณะที่เราไม่ได้ออน Facebook อาจทำให้เรารับรู้ข่าวสารล่าช้ากว่าคนอื่นได้ ในกรณีที่ไม่ได้รู้จากเพื่อน เป็นต้นค่ะ ดิฉันคิดว่าทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดแต่ถ้าเราเข้าใจและเลือกใช้มันอย่างถูกต้อง แก้ปัญหาให้เป็นจะทำให้เราใช้สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ :)




          .•*´¨`*•.¸¸.•*´¨`*•.¸¸.•*´¨`*•.¸¸.•*´¨`*•.
อ้างอิงรูปภาพค่ะ :)




วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เทคโนโลยีกับการศึกษา

คุณรู้จักคำว่า
"ศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศใช่ไหมคะ"?


สวัสดีผู้อ่านทุกคนค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับการเขียนบล็อคของ Sombenya กันนะคะ ซึ่งครั้งนี้เนื้อหาจะออกแนววิชาการเพราะเป็นการเขียนบล็อคส่ง อ.นัทธีรัตน์ พีระพันธุ์ ในรายวิชา ET310 ค่ะ


หลายคนอาจจะสงสัยว่าศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นคืออะไรใช่ไหมคะ ซึ่งความหมายที่เราสรุปมาแบบสั้นๆคือ เป็นหน่วยงานที่ให้บริการสื่อประเภทต่างๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิคส์ ฯลฯ , ให้คำแนะนำในเรื่องของสื่อ , บริการยืม-คืน ซ่อมบำรุงสื่อ , ออกแบบและพัฒนาสื่อให้มีความทันสมัยและตามหลักสูตร เป็นต้นค่ะ


ส่วนความหมายที่เป็นทางการที่เราเลือกมา คือ เป็นสถานที่รวมของสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา รวมทั้งให้บริการด้านการผลิต การรวบรวม จัดหา การสนับสนุนการใช้ การให้คำปรึกษา และบริการชุมชน
( Saunders , 1975 : 16 )

เมื่อเราเข้าใจความหมายกันดีแล้วเราจะมาสรุปความสำคัญของศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการ​ศึกษาที่มีต่อสถาบันการศึกษาในร​ะดับอุดมศึกษาเป็นข้อๆกันค่ะ
  • เป็นที่ที่สามารถนัดกันมาประชุมงาน หรือปรึกษาหารือกันได้ 
  • เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลในด้านการศึกษาให้กับ อาจารย์ นิสิต และบุคคลผู้สนใจ
  • เป็นที่ที่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองจากสื่อการเรียนรู้ และยังสามารถใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในการสืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆได้
  • เป็นที่ที่มีอุปกรณ์ครบ เราสามารถเลือกใช้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์
เป็นแหล่งที่สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองของนิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัย เพราะการศึกษาไม่ได้มีแค่ภายในห้องเรียนเท่านั้น การศึกษามีอยู่ในทุกๆที่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแสวงหามันหรือไม่ เมื่อผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเอง เช่น จากการสืบค้นจากสื่อประเภทต่างๆ จะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้แบบใหม่                                                                                                   
ต่อไปเราจะแนะนำศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดีให้ผู้อ่านได้รู้จักกันนะคะ :)                ที่นั่นก็คือ สำนักวิทยบริการสำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนครค่ะ ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมชื่อเรียกกลายเป็นสำนักวิทยบริการใช่มั๊ยคะ คำตอบคือ ศูนย์บริการสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น มีชื่อเรียกหลายแบบแล้วแต่ว่าผู้ก่อตั้งจะใช้ชื่อว่าอะไรค่ะ ต่อไปเราขอแนะนำสำนักวิทยบริการอย่างคร่าวๆกันนะคะ



           สำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนครค่ะ ที่นี่ได้สร้างขึ้นเมื่อ ปี 2543 สำนักวิทยบริการที่มีบทบาทในการสนับสนุนและให้บริการการศึกษาค่ะประกอบด้วย งานทะเบียนและประมวลผล งานบริการห้องสมุด งานบริการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา งานบริการการศึกษา งานพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ งานบำรุงรักษาโครงข่ายและขยายเครือข่ายเทคโนโลยี และงานส่งเสริมและฝึกอบรม  



            9 กันยายน 2553 สำนักวิทยบริการได้มีการปรับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการจากเดิม 5 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหารและธุรการ ฝ่ายทะเบียนและประมวลผล ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ฝ่ายบริการห้องสมุด และฝ่ายจัดการการศึกษา ปรับเปลี่ยนเป็น 5 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายทะเบียนและประมวลผล 


ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ฝ่ายห้องสมุด และฝ่ายบริการการศึกษา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสนับสนุนและให้บริการจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ตามพันธกิจของวิทยาเขตฯ
ฝ่ายต่างๆในสำนักวิทยบริการ แบ่งออกเป็น ดังนี้
1.ฝ่ายบริหาร
2.ฝ่ายทะเบียนและประมวลผล
3.ฝ่ายห้องสมุด
4.ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ
5.ฝ่ายบริการการศึกษา

        เมื่อผู้อ่านได้รู้จักกับสำนักวิทยบริการที่เราได้พูดไปข้างต้นบ้างแล้วแล้วต่อไปเราจะมาบอกเหตุผลที่เราเลือกที่นี่มาเป็นตัวอย่างกันค่ะ เพราะเป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัย สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ให้กับนิสิตและบุคลากรในมหาวิทยาลัย อีกทั้งผู้สนใจ ส่งเสริมสนับสนุนและให้บริการการศึกษา ช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ ทั้งสืบสาน สนับสนุนการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และปลูกฝังวัฒนธรรมการรักองค์กร ภายในสำนักวิทยบริการ แบ่งหน่วยงานได้อย่างเป็นระบบทำให้เกิดความสะดวกสบายแก้ผู้ใช้บริการ

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Valentine's day

อีกแค่ 2 วันก็จะถึงวัน Valentine แล้ว และดอกกุหลาบก็เป็นสิ่งที่ pop เป็นอย่างยิ่งในวันนั้น และเราได้นำเรื่องสีของดอกกุหลาบมาฝากกัน เพราะกุหลาบแต่ละสีนั้นมันมีความหมายในตัวของมันเอง ซึ่งสีของมันสามารถสื่อถึงความหมายอะไรบางอย่างได้นะ มาดูกันเลยดีกว่า

กุหลาบแดงและขาวรวมกัน สื่อความหมายให้รู้ว่า "สองเราเป็นหนึ่งเดียวกัน"

กุหลาบสีชมพู หมายถึง "ความงดงามและความอ่อนโยน"

กุหลาบสีเหลือง บอกเป็นนัยว่า "ขอเป็นชู้ทางใจ" หรือ หมายถึงความสุข สนุกสนาน ร่าเริง

กุหลาบสีส้ม เพื่อบอกความในใจถึงความรักและสิ่งที่ผ่านมา

กุหลาบแดงเข้ม(สีเหมือนไวน์แดง) แทนคำว่า "เธอช่างสวยเหลือเกิน"

กุหลาบสีขาว บอกว่า "ฉันรักเธอด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน" 


กุหลาบตูม ที่มีทั้งใบและหนาม บอกให้รู้ว่า "แม้ฉันจะวิตกอยู่บ้าง แต่รู้ว่าเธอคงไม่ปฎิเสธ" 


กุหลาบตูมที่ริดใบทิ้งหมด แสดงให้เห็นว่าผู้ให้รู้สึกทุกสิ่งทุกอย่าน่ากลัวไปหมด

กุหลาบตูมที่ริดหนามทิ้งหมด แสดงให้เห็นถึงความหวังที่มีอย่างเปี่ยมล้น

กุหลาบตูมสีแดง แสดงให้เห็นถึงความรักที่ไร้เดียงสา "รักของฉันเพิ่งแรกแย้ม และอ่อนต่อโลก"

กุหลาบตูมสีขาว แสดงถึงความมีเสน่ห์น่าหลงใหล ไร้เดียงสาในเรื่องความรัก

กุหลาบบานหนึ่งดอก และกุหลาบตูม 2 ดอก อยากบอกว่า "นี่คือความรักที่ฉันแอบซ่อนไว้"

กุหลาบบานสีแดง บอกให้รู้ว่า "ฉันรักเธอเข้าแล้ว"

กุหลาบสีแดงที่โรยแล้ว เขาอยากจะบอกให้คุณรู้ว่า "ความรักของเรานั้นจบลงแล้ว" 


กุหลาบสีขาวที่โรยแล้ว แทนความหมาย "เสน่ห์ของเธอมันจืดจางลงแล้ว"

กุหลาบไร้หนาม ให้รู้ว่า "เธอช่างมีเสน่ห์น่าหลงไหลแม้ยามแรกพบ"

กุหลาบดอกเดียวแทนความหมาย "รักฉันแม้เรียบง่าย แต่ก็มั่นคงกับเธอผู้เดียว"


แถมความหมายของจำนวนดอกกุหลาบอีกนิดนึงนะคะ *-*

1 = เธอเป็นหนึ่งเดียวของฉันเท่านั้น
2 = มีเพียงเธอ กับ ฉัน
3 = ฉันรักเธอ
5 = การให้ที่ไม่มีอะไรต้องเสียใจ
7 = เราจะพบกับเรื่องมงคล
8 = ชดเชยวันเวลาที่ขาดหายไป
9 = อยู่ด้วยกันให้ยืนยาวและมั่นคง
11 = รักเธอที่สุด
12 = ฉันรักเธอ เธอก็รักฉัน เรารักกัน
24 = ฉันคิดถึงเธอตลอดเวลา
33 = รักกัน 3 ชาติ
50 = ความรักที่ยืนยาวชั่วนิรันดร
66 = ความรักของเรา เหมือนสายน้ำไม่เคยหยุดนิ่ง
100 = เราจะถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรด้วยกัน
101 = รักเรายืนยาวชั่วนิรันดร
108 = ความรักของฉันจะไม่มีที่สิ้นสุด
365 = ฉันคิดถึงเธอทุกๆวัน
999 = รักเธอชั่วฟ้าดินสลาย
1,009 = ฉันรักเธอเพราะเธอเป็นเธอ
9,999 = แทนความจริงใจทั้งหมดที่ฉันมีให้เธอจากนี้และตลอดไป
10,000 = รักเธอเป็นหมื่นๆปี